รู้หรือไม่!! “ลองกอง” กับ “ลางสาด” แตกต่างกันอย่างไร? - เว็บไซต์ข่าวสาร เรื่องราวน่าสนใจ สด จริง ทุกวัน
Breaking News
Home / LifeStyle / รู้หรือไม่!! “ลองกอง” กับ “ลางสาด” แตกต่างกันอย่างไร?

รู้หรือไม่!! “ลองกอง” กับ “ลางสาด” แตกต่างกันอย่างไร?

    ประเทศไทยของเราโชคดีมากๆ นะคะที่มีผลไม้ออกผลให้ทานกันทุกฤดูกาลเลยทีเดียว ยิ่งย่างเข้าหน้าฝนเช่นนี้แล้ว ผลไม้ยิ่งเตรียมออกดอกออกผลให้รับประทานกันสดๆ มากมายเลยทีเดียว อย่างเช่นผลไม้ “ลางสาด” และ “ลองกอง” เป็นอีกผลไม้ที่นิยมอย่างมาก แต่ผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มีรูปร่างและลักษณะคล้ายกันมากๆ จนหลายๆ

 

> ลองกองมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า : Lansium domesticum Corr. 

จัดเป็นพืชที่อยู่ในชนิดเดียวกันกับลางสาด และลูกู หรือ ดูกู (Duku) โดยจัดอยู่ในวงศ์ MELIACEAE เช่นเดียวกับกระท้อน กัดลิ้น ตะบูนขาว ตะบูนดำ และสะเดา

ลองกองมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า : ลังสาดเขา (นครศรีธรรมราช) ส่วนชื่อลองกองนั้นมาจากชื่อพื้นเมืองจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี

> ลางสาด ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า : Lansium parasiticum (Osbeck) K.C.Sahni & Bennet (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Aglaia domestica (Corrêa) Pellegr., Lansium domesticum Corrêa)

   จัดอยู่ในวงศ์ : กระท้อน (MELIACEAE)

ลางสาด มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า : รังสาด ลังสาด รางสาด ลางสาด (ไทย), ลาซะ ดูกู (มลายู) เป็นต้น โดยชื่อ “ลางสาด” หรือ “ลังสาด” นั้นมาจากภาษามาเลย์คำว่า “Langsat”

จะเห็นได้ว่าลางสาดและลองกองนั้น จะถูกจัดอยู่ในวงศ์ของกระท้อน (Meliaceae) เช่นเดียวกัน จะมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก แต่เกษตรกรจะนิยมปลูกลองกองมากกว่า เพราะผลผลิตมีรสชาติดี และขายได้ราคาดีกว่า แต่ลางสาดก็ยังจัดเป็นไม้ผลพื้นเมืองของไทยที่ให้ผลตอบแทนที่ดีอีกชนิดหนึ่งด้วย

ความแตกต่างของลองกอง และลางสาด 

– ลองกองมีลักษณะผลจะค่อนข้างกลม ลางสาดลักษณะของผลจะกลมรี

– ลองกองเปลือกค่อนข้างหนา ลางสาดเปลือกจะบาง

– ลองกองผิวหยาบเล็กน้อย ลางสาดจะมีผิวละเอียด

– สีเปลือกของลองกองเป็นสีเหลืองซีด ลางสาดเป็นสีเหลืองสดใส

– เปลือกลางสาดมียางสีขาวขุ่น ส่วนลองกองจะไม่มียาง

– ลองกองแกะรับประทานได้ง่าย เปลือกล่อนออกจากเนื้อได้ดี ลางสาดแกะรับประทานได้ยาก เปลือกล่อนได้ไม่ดี

– ผลลองกองมีจุก ลางสาดมีผลกลมเรียบไม่มีจุก

– ลางสาดมีเมล็ดมาก (ประมาณ 5 เมล็ด) ส่วนลองกองมีเมล็ดน้อยหรือไม่มีเลย

– เมล็ดของลางสาดมีรสขมมาก ส่วนลองกองเมล็ดจะไม่ขม

– เนื้อลองกองมีรสหวานมากกว่า เนื้อลางสาดมีรสหวานอมเปรี้ยวกว่า

– ลางสาดมีเนื้อน้อยกว่าลองกอง

– ช่อผลของลองกองจะยาวกว่า ช่อผลของลางสาดจะสั้นกว่า

– ใบของลางสาดไม่ขม แต่ใบลองกองมีรสขมจัด

– ใบลางสาดค่อนข้างเรียบ ส่วนใบของลองกองจะเป็นคลื่นใหญ่ร่องลึก

– ลองกองมีราคาแพงมากกว่าลางสาด

โดยสรุปแล้วลองกองจะเป็นที่นิยมมากกว่าลางสาด อีกทั้งยังมีประโยชน์สรรพคุณที่น่าสนใจมาก ดังนี้ค่ะ 

คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อลองกอง ต่อ 100 กรัม

ให้พลังงาน 66 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต 15.3 กรัม, โปรตีน 0.9 กรัม, ไขมัน 0.1 กรัม, เส้นใยอาหาร 0.3 กรัม, น้ำ 80%, วิตามินเอ 15 หน่วยสากล, วิตามินบี1 0.08 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.04 มิลลิกรัม, วิตามินบี3 1.7 มิลลิกรัม, วิตามินซี 24 มิลลิกรัม, ธาตุแคลเซียม 5 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 0.7 มิลลิกรัม, ธาตุฟอสฟอรัส 35 มิลลิกรัม

คุณค่าสารอาหารที่จะได้รับจากการกินลองกอง ได้แก่ แคลเซียมและฟอสฟอรัสสารอาหารสำคัญที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง จึงช่วยป้องกันสภาวะกระดูกพรุน มีวิตามินซีช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อม ช่วยชะลอวัย รวมถึงสารคาเทชินซึ่งเป็นสารโพลีฟีนอลที่มีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบ และลดระดับคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ลองกองยังมีแมกนีเซียม โพแทสเซียม ทองแดง ที่ช่วยในการทำงานของร่างกายอย่างสมบูรณ์แบบด้วย รวมไปถึงมีเส้นใยอาหารที่ช่วยในระบบการขับถ่ายที่ดีอีกด้วย

สรรพคุณของลองกองช่วยลดความร้อนในร่างกาย แต่ตรงกันข้ามถ้ากินมากไปอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้ รสชาติหวานๆ ของลองกองมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควรกินในปริมาณจำกัด ในส่วนของเมล็ดสีเขียวของลองกองนั้น คนโบราณใช้เป็นยาขับพยาธิ และปัจจุบันมีผู้นำไปใช้กำจัดและควบคุมหนอนและแมลงในแปลงผัก ด้วยวิธีการบดเมล็ดให้ละเอียด 0.5 กิโลกรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ทิ้งไว้ค้างคืน กรองเอาแต่น้ำ ผสมสารจับใบ แล้วนำไปฉีดพ่นตามแปลงผัก ส่วนเปลือกลองกองก็สามารถนำไปเผาไฟไล่ยุงได้

เคล็ดลับการเลือกซื้อลองกองที่มีคุณภาพดี

– ผลในช่อต้องแน่นแบบได้สัดส่วน ผลไม่บิดเบี้ยว ช่อยาว

– เปลือกต้องเป็นสีเหลืองปนสีขาวนวล ประด้วยจุดสีน้ำตาลหรือสีดำ เปลือกหนามียางน้อยไม่เหนียวติดมือ มีสีเข้มเด่นชัด ผิวของผลเรียบสม่ำเสมอ และเปลือกต้องไม่มีสีเขียวให้เห็น จึงจะถือได้ว่าสุกเต็มที่แล้ว

– แกะเปลือกได้ง่าย ไม่มีรอยช้ำหรือรอยตำหนิ เนื้อข้างในแน่นสดสะอาดคล้ายแก้ว ไม่เละหรือมียาง ในผลมีเมล็ดเล็กหรืออาจไม่มีเลย และมีรสชาติหอมหวาน

ขอขอบคุณที่มาจาก :  kaijeaw.com

กดติดตามเพจเราได้ที่นี่เลย

Comments

comments

Check Also

เคล็ดลับสำหรับคนเรียนไม่เก่ง อยากเป็นราชการ คุณก็ทำได้

 เชื่อว่าหลายคน …